| Martin Taylor |
![]() |
มาร์ติน เทย์เลอร์ นักกีตาร์ผู้มากความสามารถ ได้ก้าวเข้ามาสู่ความโดดเด่น ในช่วงปลาย 70 จากการร่วมงานกับสเตฟาน กราพเพลลี นักไวโอลินระดับตำนาน ปัจจุบันมาร์ติน เทย์เลอร์ ได้ตระเวณเปิดการแสดงสดชนิดที่กระชากหัวใจ ของผู้ชมในประเทศต่าง ๆ มาแล้วทั่วโลก มาร์ตินเริ่มหัดเล่นดนตรีเมื่ออายุ 4 ขวบ จากการที่คุณพ่อของเขา บัค เทย์เลอร์ นักดนตรีเบส ได้ให้กีตาร์ตัวเล็กๆ เป็นของขวัญแก่มาร์ติน เขาจึงหัดเล่นกีตาร์ด้วยตนเองนับตั้งแต่นั้น โดยฟังแผ่นเสียงที่ คุณพ่อของเขาเป็นผู้เล่น และ พยายามเล่นตาม เจ็ดปีต่อมา เมื่อมีอายุได้ 11 ปี มาร์ตินเล่นกีตาร์ร่วมกับ วงดนตรีท้องถิ่น และได้รับการยกย่องชื่นชมจากนักดนตรีมืออาชีพ ซึ่งตื่นตะลึง ที่ได้ยินฝีมือของมาร์ติน จนกระทั่งเรียกเด็กน้อยว่า พ่อมดแห่งกีตาร์ ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก แดงโก ไรน์ฮาร์ด นักกีตาร์ยิบซี แต่ผู้ที่ผลักดันให้มาร์ติน เทเลอร์ มีสไตล์การเล่นของตนเอง และพัฒนาไปสู่ความเป็นนักกีตาร์โซโล คือนักเปียโน อาร์ต ทาทัม และบิล เอแวนส์ ปี ค.ศ. 1978 มาร์ตินมีอัลบั้มแรกของตนเอง ชื่อ Taylor Made ในปีต่อมา สเตฟาน กราพเพลลี ได้ขอให้มาร์ตินมาร่วมเล่นในการแสดง คอนเสิร์ตที่ประเทศฝรั่งเศสหลังจากคอนเสิรต์ที่ประทศฝรั่งเศสไม่นาน มาร์ตินได้ร่วมเล่นกับกราพเพลลีในทัวร์การแสดงแถบชายฝั่งทะเล ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงที่ คาร์เนกี้ ฮออล์ นิวยอรค์ และที่ ฮอลลีวู้ด โบลว์ การทัวร์นั้นก็คือการเริ่มต้นการทำงานร่วมกัน ของนักดนตรีทั้งสอง ในอีกสิบเอ็ดปีต่อมา เขาทั้งสองได้ร่วมกัน ทัวร์การแสดงในต่างประเทศอีกหลายครั้ง มีอัลบั้มออกตามมาอีก กว่า 20 อัลบั้ม รวมถึงการบันทึกเสียงร่วมกับเนลสัน ริดเดิล, มิเชล ลีแกรนด์, เยฮูดี เมนูฮิน, เพ็กกี ลี และร่วม ทำซาวด์แทรคภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึงหนังของ หลุยมอลเล Milou en Mai และ Dirty Rotten Scoundrels ที่นำแสดงโดย สตีฟ มาร์ติน และเซอร์ไมเคิล เคนพร้อมกับการทำงาน ร่วมกับกราพเพลลี มาร์ตินก็ได้ทำงานของตนเองในฐานะศิลปินเดี่ยว และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในสหรัฐฯ กับผลงานที่อัดเสียง ในลอส เองเจลิส อัลบั้มชื่อ Sarabanda ปี ค.ศ. 1993 มาร์ติน เทย์เลอร์ ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวกับบริษัทลินน์ เรคคอร์ต ชื่อ Artistry ซึ่งได้รับความนิยมขึ้นอันดับหนื่ง ใน HMV Charts นานถึง 6 สัปดาห์ ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็น นักกีตาร์อคูสติค ยอดนิยมที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ ปีต่อมา เขาได้ตั้งวงชื่อ Spirit of Django อัลบั้มแผ่นแรก รวมถึงเวอร์ชั่น Robert Palmers Johny and Mary ซึ่งใช้ในโฆษณาทีวี ที่มีชื่อเสียงร่วมกับ Nicole-Papa สำหรับ Renalul Clio ปี 1999 มาร์ติน เทย์เลอร์ เซ็นสัญญากกับบริษัทโซนี มิวสิค ได้ทำอัลบั้มสองชุด ที่ได้รับการวิจารณ์ อย่างสูง ได้แก่ Kiss And Tell และ Nitelife ซึ่งอัลบั้มทั้งสองนี้ได้แสดงให้เห็นถึง ความสามารถหลากหลายของมาร์ติน ทั้งในฐานะนักกีตาร์ และนักแด่งเพลง นอกจากนี้ มาร์ติน ยังได้ร่วมงานกับนักดนตรีต่างแนวกันหลายคน เช่น เชท แอทกินส์, จอร์ช แฮริสัน อีริค แคลบตัน, คริส เรีย, บิล ไวแมน, ดิออน วอร์วิค, ลิซา มินเนลี, ซาซา ดิสเตล และ ไบรอัน เทอร์เฟล มาร์ตินเป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น เขาได้ทำงานร่วมกับโนโบยา ซูกาวา นักแซกโซโฟน คลาสสิค แต่งเพลงให้กับละครทีวีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ NHK เรื่อง Sakura ในแต่ละวันมีผู้ชมละครเรื่องนี้กว่า 26 ล้านคน ปี ค.ศ. 1998 มาร์ตินได้จัดงาน The Kirkmichael International Guitar Festival ที่เมืองบ้านเกิด ของเขาใน Scotland ซึ่งได้กลายเป็นงานเกี่ยวกับกีตาร์ที่ใหญ่ที่สุด มีเกียรติภูมิสูงสุด งานหนึ่งของโลก นอกจากนี้ มาร์ตินยังได้ทำหลักสูตรสำหรับโรงเรียน ซึ่งส่งเสริมการสอนกีตาร์ในโรงเรียนประถม มาร์ตินได้ใช้เงินที่หามาได้ จากงานของเขาเพื่อเป็นทุนในการซื้อกีตาร์และค่าลงทะเบียน สำหรับเด็กนักเรียนหลายร้อยคนทั่วทั้งตะวันตกเฉียงใต้ของสก๊อตแลนด์ มาร์ตินได้รับรางวัลและเกียรติยศชื่อเสียงอย่างมากมายปีแล้วปีเล่า รวมถึง The Freedom of the City of London, the gold Badge of Merit จาก The British Academy of Composers and songwriters และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Paisley ในสก๊อตแลนด์ ปี ค.ศ. 2002 มาร์ตินได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Member of the Order of the British Empire (MBE) ในฐานะที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศอังกฤษทางด้านดนตรี เนื่องในวโรกาสวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ และได้รับรางวัลเป็นการส่วนพระองค์จากสมเด็จ พระราชินี ฯ ที่พระราชวังบัคกิงแฮม อัตโนประวัติสำหรับ Sanctuary ตีพิมพ์ใน Kiss and Tell เผยแพร่ไปทั่วโลก คำนิยาม นักกีตาร์อคูสติคแห่งยุคสมัย - นิตยสาร Acoustic Guitar นักกีตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ - สเตฟาน กราพเพลลี นักกีตาร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุโรป - Jazz Time New York เป็นแรงบันดาลใจและน่าตื่นใจอย่างที่สุด - แพท แมธธินี เทอร์รี เกรกอรี - เบส เทอร์รี สนุกกับงานดนตรีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่เป็นนักดนตรีประจำวง และเป็นนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายอย่าง (Instrumentalist) และเป็นนักวิชาการทางด้านดนตรี อีกทั้งมีผลงานร่วมกับ Helen Shapiro, Harold Melvin & the Blue Notes, Jimmy Raffin, Eartha Kitt, Iris Williams, The Drifters, Five Stars, The Supreme & Billy Paul นอกจากนี้ ยังได้ร่วมงานกับนักกีตาร์ร็อค Steve Hackett แห่งวง Geneis ได้บันทึกเสียงและตระเวณแสดงทัวร์ไปทั่วประเทศอังกฤษ ยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และ อเมริกาใต้ เทอร์รี ได้ร่วมบันทึกเสียงกับมาร์ติน เทย์เลอร์ ในอัลบั้มชุด Spirit of Django ถือได้ว่าเป็นผลงานยอดเยี่ยมในชีวิต เพราะอัลบั้มชุดนี้ ทำให้คณะนักดนตรีกลุ่มนี้ได้รับการโหวตให้เป็นนักดนตรีแจ๊สยอดเยี่ยม แห่งปี 1999 จาก BT British Jazz Awards ปัจจุบัน เทอร์รี เป็นหนึ่งในวงดนตรี Trio ของมาร์ติน เทย์เลอร์ และแสดงในรายการ The Hit London West End Show, Mamma Mia! ตลอดจน รายการอื่นๆ ของ West End Production รวมถึง Blood Brothers, Jesus Christ Superstar, Bugsy Marlone และ Sweet Charity ในฐานะที่เป็นนักวิชาการที่มีความกระตือรือล้น เทอร์รี่เป็นครูสอนเบส ใน London College of Music, Thames Valley University และ The Colchester Institute นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง ของสถาบัน Basstech ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Power House Music School นอกจาก เทอร์รี่ จะเป็นครูสอนเล่นดนตรีแล้ว เขายังได้ร่างหลักสูตร สำหรับหลายวิชาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เช่น วัฒนธรรมดนตรีป๊อปของอังกฤษ งานเขียนที่เป็นเครดิตของเทอร์รี่ รวมถึง แทรคทั้งสี่ สำหรับ ซีดีที่ออกวางตลาดล่าสุดได้แก่ Noise from the black Stuff (four Corners) เจมส์ เทย์เลอร์ - กลอง เจมส์ เทย์เลอร์ เป็นหนึ่งในมือกลองและเพอร์คัสชันที่ ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศอังกฤษ งานดนตรีแจ๊สของเขาได้แก่งานบันทึกเสียงร่วมกับนักร้องเพลงแจ๊ส ระดับรางวัล แคลร์ มาร์ตินและนักไวโอลิน ระดับตำนาน อย่าง สเตฟาน กราพเพลลี ปี 1995 เขาได้ร่วมงานกับคุณพ่อของเขา ซึ่งก็คือ มาร์ติน เทย์เลอร์ ในวง Martin Taylors Group สำหรับอัลบั้ม Spirit of Django ซึ่งต่อมาวงดนตรีก็ได้รับรางวัล Jazz Group of the Year จาก British Jazz Awards ในปี 1996 ในขณะเดียวกันที่อัลบั้ม ได้ขึ้นสู่อันดับ 1 ของ US Jazz Charts นอกเหนือจากงานดนตรีแจ๊ส เจมส์ เทย์เลอร์ ได้ร่วมงานกับ The Edinburgh University Chamber Orchestra, The Scottish Fiddle Orchestra และ John Lodge นักกีตาร์เบสชื่อดังแห่งวง The Moody Blues ซึ่งได้ขายอัลบั้ม ได้มากกว่า 55 ล้านแผ่นทั่วโลก เจมส์เคยไปเปิดการแสดงทัวร์ ที่สแกนดิเนเวีย, อิตาลี, ไอร์แลนด์, สเปน, ปอร์ตุเกส และศรีลังกา เช่นเดียวกับการเปิดการแสดงในงานดนตรีแจ๊ส ในเอดินเบอระ บรีคอน, ลอนดอน และกลาสโกลว์ เกียรติยศและรางวัลของมาร์ติน เทย์เลอร์ 1985 - The Music Retailers Association Award for Excellence 1987 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1987 - Grammy Nominations - Best Country Instrumental "Together at Last Grappelli - Clements" 1988 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1989 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1990 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1991 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1993 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1995 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1997 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1997 - The British Jazz Award - Best Small Group 'Spirit of Django' 1998 - The Freedom of The City of London 1999 - The British Jazz Award - Best Guitarist 1999 - British Academy of Composers & Songwriters 'Gold Badge of Merit' 1999 - Honorary Doctorate University of Paisley, Scotland 2001 - The British Jazz Award - Best Guitarist 2002 - Member of the Order of the British Empire (MBE) awarded by HM The Queen for "Services to Jazz Music" 2002 - International Guitar Foundation - Best Album "Solo" 2003 - Pioneer to the Life of the Nation - awarded by HM The Queen DISCOGRAPHY MARTIN TAYLOR MBE This is a complete list of every recording Martin Taylor has played on as leader, co-leader, guest, or featured soloist. It also includes all known compilation CDs. TAYLOR MADE Martin Taylor (gtr) Peter Ind (bs) John Richardson (dms) Recorded London, England 1978 Wave Records AFTER HOURS Ike Isaacs & Martin Taylor (guitar duets) Recorded London, England, 1979 (Deleted) TRIPLE LIBRA Martin Taylor (gtr) Peter Ind (bs) Recorded London, England 1979 Wave Records SKYEBOAT Concord Martin Taylor (gtr) Peter Ind (bs) Jimmie Smith (dms) Recorded San Francisco, USA 1980 (CJ-184) STRICTLY FOR THE BIRDS Yehudi Menuhin & Stephane Grappelli Recorded Abbey Road Studios, London, England 1980 EMI (EMD5533) WEVE GOT THE WORLD ON A STRING Martin Taylor (gtr) Stephane Grappelli (vln) Duo Recorded Abbey Road Studios, London, England 1980 EMI (EMD5540) AT THE WINERY Stephane Grappelli featuring Martin Taylor Recorded Live at Paul Masson Winery California, USA, 1980 Concord (CJ-139) VINTAGE 1981 Stephane Grappelli featuring Martin Taylor Recorded San Francisco, USA, 1981 Concord (DJ-169) TOP HAT Nelson Riddle, Stephane Grappelli, Yehudi Menuhin Recorded Abbey Road Studios, London, England,1981 EMI (EMD553) ON THE ROAD AGAIN Teresa Brewer & Stephane Grappelli, featuring Martin Taylor Recorded San Francisco, USA, 1981 Doctor Jazz Records DAWG JAZZ / DAWG GRASS David Grisman Quintet featuring Stephane Grappelli, Earl Scruggs, Martin Taylor & Bela Fleck Recorded California, USA, 1982 Warner Brothers (23804-1) LONDON REPRISE Spike Robinson Quintet Featuring Martin Taylor Recorded London, England, 1984 Capri Records GROOVIN HEP Records Buddy De Franco / Martin Taylor Quintet Recorded London, England, 1984 (HEP2030) BRINGING IT TOGETHER Stephane Grappelli, Toots Theilmanns, Martin Taylor Recorded San Francisco, USA, 1984 Symekob Records (CYK801-2) TOGETHER AT LAST Stephane Grappelli, Vassar Clements, Martin Taylor Recorded Nashville, USA, 1984 Flying Fish Records (FF70421) SKETCHES: A TRIBUTE TO ART TATUM Martin Taylor (solo guitar) Recorded Edinburgh, Scotland, 1984 Re- released on P3 Music 2001 P3 Music (P3M001) ACOUSTIC DUETS Martin Taylor & Louis Stewart (gtrs) Recorded Dublin, Ireland 1984 Jardis Records Germany (JTCD9613) DAVID GRISMANS ACOUSTIC CHRISTMAS Featuring Martin Taylor & Stephane Grappelli Recorded Berkley, California. 1986 Rounder Records (CD0190) INNOVATIONS John Dankworth and the London Symphony Orchestra Featuring Martin Taylor & Peter King (sx) Recorded London, England, 1986 |
| BOY THAI |
![]() |
บอยไทย ( BOY THAI ) "บอยไทย" เป็นวงดนตรีวงที่สองในสังกัดของบริษัท ไพซิสมิวสิค ต่อจากวง "กังสดาล" โดยการริเริ่มของ คุณอัมพร จักกะพาก ผู้มีประสบการณ์อันยาวนาน ในการจัดแสดงดนตรีระดับนานาชาติ อีกทั้งเป็นนักวิจารณ์ นามปากกา "สีลม" ที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักฟังเพลง โดยคุณอัมพร มีวัตถุประสงค์จะให้ไพซิสมิวสิค เป็นหน่วยงานเอกชนอิสระที่จะเผยแพร่ดนตรีไทย ในประเทศและต่างประเทศ และเพื่อสนับสนุนนักดนตรีอาวุโส ให้ถ่ายทอดวิชาความรู้ไปจนถึง สร้างนักดนตรีไทยรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพดนตรีไทย ในปี พ.ศ. 2532 คุณอัมพร ได้ริเริ่มตั้งวงกังสดาล โดยเชิญคุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ (ซึ่งต่อมาได้รับเกียรติ เป็นศิลปินแห่งชาติ ปี2536) มาเป็นผู้ควบคุมวงร่วมกับนักดนตรีปี่พาทย์ รุ่นใหม่ฝีมือดี จากบ้านปี่พาทย์ ครูสุพจน์ โตสง่า ซึ่งเป็นตระกูลดนตรีไทยที่มีความโดดเด่น เป็นพิเศษในด้านระนาดเอก มาช้านาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 หลังจากที่นักดนตรีรุ่นใหม่ในวงกังสดาล ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการไปแสดงดนตรีต่างประเทศหลายครั้ง เช่นที่ คานาดา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ จึงมีความคิด ที่จะฟื้นฟูดนตรีไทย ให้กลับมาสู่สังคมไทยในปัจจุบันอีกครั้ง จึงมีการรวมตัวกันระหว่างนักดนตรีทั้งฝ่ายไทย และสากล เพื่อนำสิ่งดีๆ จากดนตรีทั้งสองขั้วมาประยุกต์ เพื่อสร้างสรรค์ สิ่งดีๆ และบรรยากาศใหม่ให้กับวงการดนตรีไทย วงบอยไทยมีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 3 ชุด คือ "ไซมิสแซมบ้า" (2538) "อันดามัน ซัน" (2541) และ "สไปซี่ บราซิล" (2543) ทั้ง 3 อัลบั้ม เป็นการนำเครื่องดนตรีปี่พาทย์ มาพัฒนาการเล่น และการนำเสนอให้ทันสมัย และผสมผสานกับเครื่องดนตรีสากล นับเป็นการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ โดยหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บอยไทย สามารถลบล้างทรรศนะคติเดิมๆ ที่คนเคยคิดเกี่ยวกับ ดนตรีไทยว่า เชย และ น่าเบื่อ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายเพลงในทั้ง 3 ชุดนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศหลายครั้ง จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งได้รับเกียรติ และความนิยมมากที่สุด และอย่างไม่เสื่อมคลาย เป็นเพลง ประกอบงานเผยแพร่ ภาพลักษณ์ไทย ทั้งในและต่างประเทศ เป็นเพลงประกอบการโฆษณา และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเมืองไทย ท่องเที่ยวไทย เป็นเพลงประกอบ การแสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย เป็นเพลงประกอบการสร้างบรรยากาศความเป็นไทยร่วมสมัยในงาน คือ พิธีการต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงถึงคุณค่าของ งานเพลงดนตรีไทยร่วมสมัย ในนาม บอยไทย วงบอยไทย ได้มีการพัฒนารูปแบบ และแนวดนตรีตลอดมา เพื่อให้เข้ายุคสมัย จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการนำทีมของ เศกพล อุ่นสำราญ (โก้) สมาชิกรุ่นก่อตั้งของวงบอยไทย หลังจาก ที่เศกพล ได้แยกตัวไปเป็นศิลปินเดี่ยว เพื่อหาประสบการณ์ โดยได้ร่วมงานกับศิลปินดังๆ มากมายใน หลากหลายสไตล์เช่น "อินฟินิตี้" "บางกอก คอนเน็คชั่น" "ทีโบน" รวมทั้งนักดนตรีจากต่างประเทศ ที่ได้มาแสดงในเมืองไทยหลายคน จนพร้อมที่จะมีผลงานของตัวเอง ในชื่อ "Mr. Saxman" ซึ่งเป็นอัลบั้ม นอกกระแสแนวใหม่ที่มีกระแสตอบรับอย่างชื่นชม บอยไทย ยุคปัจจุบัน ประกอบด้วยนักดนตรีสากล 5 คน (แซ็กโซโฟน, กลองชุด, คีย์บอร์ด, กีตาร์, เบส) และนักดนตรีไทย ภายใต้การควบคุมของ ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า (ผู้โด่งดังจากบทขุนอิน ในภาพยนต์เรื่องโหมโรง) โดยเน้นการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ็ส กับสีสันสาระพัดของกลองไทย เพลง อมตะของดนตรีไทย เช่น "เกี่ยวข้าว" "ค้างคาวกินกล้วย" "พม่ากลองยาว" ได้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้ทันสมัยและสัมพันธ์กับดนตรีแจ็ส เพื่อเป็นการเชื่อมรอยอดีต และปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน |
| Terumasa Hino |
![]() |
Terumasa Hino คือ ศิลปินผู้สร้างสรรค์บทเพลง จากเครื่อง ดนตรีทรัมเป็ตแห่งยุค บิดาของเค้า เป็นนักดนตรีทรัมเป็ต และนักเต้นแท็ป ระดับอาชีพ ส่วนปู่ของเค้า ก็เป็นนักดนตรี ทรัมเป็ต ในกองทัพญี่ปุ่น เมื่ออายุได้ 5 ขวบ : Hino เริ่มเรียนรู้การ เต้นแท็ป ตามพ่อของ เค้า และเมื่ออายุได้ 7 ขวบ เค้าก็เป็นนักเต้นระดับอาชีพได้ เมื่ออายุได้ 9 ขวบ : Hino เริ่มเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี ทรัมเป็ต และเป็นนักดนตรีทรัมเป็ต ระดับอาชีพลำดับที่ 3 ในวง ดนตรีแด็นท์ เมื่ออายุได้ 15 ปี เค้าเริ่มสั่งสมประสบการณ์ การทำงานต่างๆ จากกองทัพสหรัฐอเมริกาหลายแห่งในญี่ปุ่น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงกลางยุค 1960 : Terumasa Hino เริ่มเล่นดนตรี กับวง ดนตรี ชาวญี่ปุ่น เค้าเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะศิลปินเดี่ยว และ นักดนตรีซูเปอร์สตาร์เพลงแจ๊ส ในบ้านเกิดของเค้าและ รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น กับงาน " Hinoteru Rage " และงาน " Hinoteru Boom " ซึ่งภายหลังจากนั้นไม่นานนัก เค้าก็เริ่มนำ เสนอผลงาน ออกสู่ระดับสากล ในยุโรป และ อเมริกา ปี 1975 : Terumasa ย้ายไปที่ New York City และเริ่มงานกับ นักดนตรี อย่าง Gil Evans, Jackie McLean, Larry Coryell, Dave Leibman และ Horace Silver ปี 1980 : เค้าได้เซ็นสัญญากับสังกัด CBS/Columbia ในสหรัฐฯ ซึ่งเค้าได้สร้างสรรค์ลงานแก่ผู้ฟัง ภายใต้สังกัดแห่งนี้ ซึ่งล้วน แต่เป็นผลงาน ที่ได้รับการยอมรับ และยกย่องอย่างมาก ปี 1993 : เค้าได้เป็นศิลปินในสังกัด CBS/Sony ปี 1990 : Hino ได้สร้างปรากฎการณ์อีกครั้ง กับการเป็นศิลปิน ชาวญี่ปุ่นคนแรก ที่ได้ทำงานภายใต้สังกัด Bluenote ซึ่งเป็น บริษัทระดับตำนานของวงการเพลงโลก และผลงานที่ผลิต ออกมาภายใต้สังกัด Bluenote ก็ล้วนเป็นผลงานที่ได้รับการ ยกย่องทั้งสิ้น ปี 2000 : เค้าได้ย้ายกลับเข้ามาร่วมงาน กับ สังกัดเดิมอย่าง Sony และปล่อยอัลบั้ม TRANSFUSION ออกมาในปี 2000 และถัด มาในปี 2001 กับอัลบั้ม DNA ซึ่งงานจากอัลบั้มทั้ง 2 ชุด เป็น ผลงานที่เค้าร่วมสร้างกับศิลปินอย่าง Roland Hanna, Ron Carter และ Jack DeJonette ปัจจุบัน : Hino ได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงคุณภาพ อยู่อย่างต่อ เนื่อง รวมทั้งการทัวร์คอนเสิร์ต ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เผยแพร่ผลงานเพลงแจ๊ส ให้เป็นที่นิยมในเอเชีย รวมทั้ง การทำงาน ด้วยความตั้งใจในการทำประโยชน์ เพื่อสาธารณะ ด้วยความอุตสาหะของเค้า ในต้นปี 2001 : เค้าได้เปิดการแสดงขึ้น ในประเทศอินเดีย ในนามตัวแทนของโครงการศึกษาสำหรับเด็ก Terumasa Hino หรือ " Hinoteru " คือนักดนตรีที่แฟนเพลงในประเทศญี่ปุ่น ต่างชื่นชอบ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลงแจ๊ส ระดับ ตำนานในบ้านเกิดของเค้า ประเทศญี่ปุ่น และในระดับนานา ประเทศด้วย DISCOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 01. Journey to the Air / 1970 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 02. Alone together / 1970 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 03. MayDance / 1977 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 04. City Connection 1979 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 05. Day Dream / 1980 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 06. Double Rainbow / 1981 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 07. Acoustic Boogie / 1991 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - OFFICIAL SITE - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - http://www.terumasa.com |
| Fourplay |
![]() |
BIOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Fourplay ประกอบไปด้วย สมาชิกที่มีความสามารถ ต่าง มีผลงานเพลงของตนเองมาแล้ว สมาชิกทั้ง 4 มีผลงาน เป็นที่นิยม และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นเครื่อง ยืนยันชื่อเสียง และความสามารถของพวกเค้าได้เป็นอย่างดี ส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างดนตรี R & B, pop, rock, blues, classical และ jazz ของพวกเค้า เป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มแรก "Fourplay" และตามมาด้วยอัลบั้ม "Between The Sheets" ที่ได้รับรางวัล global platinum และ gold RIAA certification และทั้งสองอัลบั้มยังครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard's Contemporary Jazz ยาวนานกว่า 33 สัปดาห์ อัลบั้มที่ 3 "Elixir" ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วย การครองอันดับ 1 บนชาร์ต Best Contemporary Jazz Album อีกทั้งเป็นอันดับหนึ่ง ของ Jazziz Readers Poll และได้รับการ ยกย่องเป็น อัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี จาก Soul Train Awards หลังจากความสำเร็จ และเสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยม พวกเค้าก็ผลิตผลงาน ออกมาให้เราฟังกันอย่างต่อเนื่อง อย่างอัลบั้ม "Four", "The Best Of", "Snowbound" และอัลบั้ม ที่ได้รับการเสนอชื่อ เข้ารางวัลแกรมมี่อย่าง "Yes, Please!". ภายใต้สังกัด "America's Super Group of Contemporary Music" ที่ได้พา Fourplay ก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม ด้วย อัลบั้มใหม่ ที่พวกเค้าวางแผนทัวร์คอนเสิร์ต พบกับแฟน เพลงทั่วโลกด้วย MEMBERS - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 1. Bob James : Keyboardist Keyboardist / Producer / Composer / Arranger บ๊อบ ประสบความสำเร็จใน อาชีพทางดนตรี จากการ สร้าง ผลงาน ที่เป็นทีนิยม ของผู้ฟังอย่างสูง จากการติด ท็อปชาร์ต และยอดขาย รางวัล gold และ platinum ด้วยผลงาน อัลบั้มเดี่ยว มากถึง 29 อัลบั้ม ที่รวมทั้ง 3 อัลบั้ม เพลงคลาสสิคสำหรับสะสม และการร่วมงานกับศิลปินแจ๊ส ชื่อดังอีกมากมาย ที่ผู้ฟังเพลงแจ๊สต่าง ยอมรับ และรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เค้ายังเป็นผู้ประพันธ์ เพลงประกอบภาพยนตร์ และซีรีส์ยอดฮิต อย่าง "Taxi" และเป็น ผู้ร่วม สร้างสรรค์ผลงานเพลง ในแนวดนตรีฮิปฮอปและแร็พ อีกด้วย http://bobjames.com 2. Nathan East : Bassist Bassist / Vocalist / Producer / Composer / Arranger Nathan ทำหน้าที่บันทึกเสียงและร่วมแต่ง เพลงอีกหลายบทเพลง ที่ โด่งดังของ Phil Collins and Madonna to Michael Jackson และ Babyface เคยร่วมงานกับ Who's Who กับดนตรีใน แนว contemporary ใน สไตล์ ดนตรีของเค้าเอง นอกจากบทบาทในวง Fourplay แล้วเค้ายังเป็นผู้สร้างสรรค์ ผลงานในหลายโปรเจค ให้แก่ศิลปินมากมาย ร่วมทั้งการร่วมงาน กับทีมงานของ Eric Clapton http://nathaneast.com 3. Harvey Mason : Drummer Drummer / Producer / Composer / Arranger Harvey เริ่มงานดนตรี ในช่วงปลาย ปี 60 กับการแสดง ดนตรีแจ๊ส ร่วมกับ Duke Ellington และ Errol Garner เริ่มงาน กับสังกัด Blue Note Jazz ในนาม ของผู้อยู่เบื้องหลัง งานดนตรี ที่ประสบความสำเร็จ ของศิลปินต่างๆ รวมทั้งเป็นสมาชิกวง Herbie Hancock and The Headhunters ประสบความสำเร็จ จากการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล แกรมมี่ ถึง 7 สาขา มีผลงานที่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งผลงานอัลบั้มเดี่ยว ที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง และในนามของสมาชิกของ Fourplay เค้าคือ มือกลองที่ทุกคน ต่างยกย่องว่า เป้นผู้ที่มีผลงานอัลบั้ม ที่ได้รับรางวัลการันตีมากมาย จัดเป็นมือกลอง ที่สามารถสร้างยอดขายได้สูงสุด และได้รับการบันทึกไว้ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพลงยอดนิยมของชาวอเมริกัน สร้างผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์กว่า 150 เรื่อง และร่วมแสดงในงานประกาศผลรางวัลต่างๆ กว่า 11 รายการ http://www.harveymason.com 4. Larry Carlton : Guitarist Guitarist / Producer / Composer ประสบการณ์อันยาวนาน บนถนนสายดนตรี กับความถนัด ในการเล่นกีต้าร์กว่า 30 ปี หลังจาก ได้สร้างผลงาน อัลบั้มแรก ที่ชื่อ "With A Little Help From My Friends" แล้ว เค้าได้เข้าเป็น สมาชิกวง The Crusaders ในปี 1971 และฝากผลงานไว้ถึง 13 อัลบั้ม ในนามของวงนี้ หลังจากว่างเว้น จากทัวร์คอนเสิร์ตเค้าได้พัฒนา และสร้างสรรค์ผลงานดนตรี เพื่อเพิ่มพูนทักษะ และประสบการณ์ให้กับตนเอง มาโดยตลอด ทั้งการร่วมงาน กับศิลปินชื่อดังมากมายอย่าง Steely Dan, Barbara Streisand และ Joni Mitchell จากงานดนตรีที่หวานซึ้ง ตรึงใจผู้ฟังของเค้า ทำให้เค้าได้รับรางวัล แกรมมี่ จากผลงาน "Minute By Minute" http://www.fourplayjazz.com/larryhome.htm http://mr335.com DISCOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 1. Heartfelt - 2002 2. yes, please! - 2000 3. Snowbound - 1999 4. Four - 1998 5. Best Of Fourplay - 1997 6. Elixir - 1995 7. Between the Sheets - 1993 8. Fourplay - 1991 OFFICIAL SITE - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - http://www.fourplayjazz.com ________________________________________________ |
| Jean Baptiste |
![]() |
Jean Baptiste Django Reinhardt เกิดวันที่ 23 มกราคม 1919 ครอบครัวของเขาอาจเป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ไม่มีที่พักที่แน่นอน เพราะเป็นครอบครัวกองคาราวานซึ่งจะเดินทางไปเรื่อยๆ ในช่วงวัยเด็กของ Django ครอบครัวของเขาได้เดินทางและพักอาศัยอยู่ที่ Belgium และ France และ Paris ก็เป็นศูนย์กลางของศิลปะทางดนตรี และที่นี้คือจุดเริ่มต้นที่เขาสนใจเริ่มเล่นดนตรี ในช่วงที่เขาอายุ 13 ปีเขาเริ่เล่น banjo และเขาก็เล่นประจำที่ Bal Musette ( เป็นสถานที่ที่รู้จักกันดีในหมู่ชนชั้นต่ำของชาวเมือง Paris ) และเมื่อเขาอายุ 15 ชีวิตของเขาก็เล่นหันเข้าสู่ดนตรี jazz เพราะเขาได้ยินเพลงสไตล์ american jazz เป็นครั้งแรก ทำให้เขาผันตัวเองไปเล่นดนตรีสไตล์นี้อย่างทันที และเมื่อเขาอายุได้ 18 ปี ก็เกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับเขาเมื่อเขาต้องสูญเสียนิ้วนางและนิ้วก้อยของมือข้างซ้ายไปจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในกองคาราวานทำให้เขาไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะเลิกรากับการเล่นกีต้าร์ ดังนั้นเขาจึงกลับมาเริ่มเล่นมันใหม่ด้วยนิ้วที่เหลือเพียง 2 นิ้ว คือนิ้วชี้และนิ้วกลาง ปี 1933 ขณะที่ Django และมือ violin เพื่อนของเขาที่ชื่อว่า Stephane Grappelli ซึ่งกำลังเล่นดนตรีด้วยกันในโรงแรม Claridge ใน Paris เขาทั้งคู่ก็เกิดความคิดที่จะตั้งวงเป็นของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงรวมวงขึ้นมาใหม่ซึ่งมี Django เล่น กีต้าร์ , Grappelli เล่น violin , Joseph ซึ่งเป็นพี่ชายของ Django และ Roger Chaput เล่น Rhytym กีต้าร์ และ Louis Vola เล่น bass และวงของเขาก็กลายเป็นวงที่ผู้คนชื่นชอบและรู้จักกันมาก โดยใช้ชื่อวงว่า The Quintet du Hot Club de France ต่อมา บริษัท Ultrouphone Recording ก็ยื่นข้อเสนอให้ Django ได้ทำอัลบัม และแล้ววงของเขาก็เริ่มทำงานร่วมกันจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1946 Django ก็ได้เปิดทัวร์การแสดงร่วมกับ Duke Ellington ในอเมริกา และ Django ก็เป็นที่รู้จักและชื่นชอบมากขึ้น ต่อมา กีต้าร์ยี่ห้อ Maccaferri ก็ได้ทำกีต้าร์ acoustic ให้กับ Django ซึ่ง Henry Selmer เป็นคนที่ทำมันขึ้นมาเพื่อให้เสียงของมันมีพลังและเหมาะสมกับ Django ซึ่ง Django เองก็เคยนำมันไปเล่นใน คลับ โดยที่ไม่ต้องพึ่งเสียงจากแอมป์เลย ความสามารถในการเล่นกีต้าร์ของ Django มันไม่สามารถที่จะอธิบายออกมาได้เลยว่าเก่งขนาดไหน ด้วยอารมณ์ของดนตรีที่เขาแสดงออกมา และเทคนิคต่างๆเฉพาะตัวจึงทำใหัเขากลายเป็นที่เคารพและบูชาของมือกีต้าร์รุ่นใหม่ๆอีกหลายคน ครั้งหนึ่งเขาเคยทำให้ บิดา แห่งกีต้าร์ classic อย่าง Segovia ได้พิสวงกับการเล่นของเขา และ Segovia ก็ถามเขาว่า คุณได้วิธีเล่นที่ดีอย่างนี้มาจากไหน และ Django ก็ตอบว่า Its just IMPROVISING Django เสียชีวิตในเดือน พฤษภาคม ปี 1953 เมื่อ อายุ 43 ปี นับจนบัดนี้ แม้เขาจะอำลาโลกนี้ไปแล้ว แต่ว่างานดนตรีของเขาก็ยังทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังต่อมาจนถึงทุกวันนี้ |
| Pat Metheny |
![]() |
ความเก่งกาจทางดนตรีของ Pat ทำให้ทุกๆคนเริ่มสนใจเขาเมื่อ Pat มีอายุเพียง 19 ปี ในปี1977 Pat ก็ ได้รบคำเชื้อเชิญจาก Gary Burton เพื่อให้ไปร่วมวงของเขา และ Pat ก็เล่นให้กับ Gary ได้เพียง 3 อัลบัม และเขาก็ลากออกจากวง เพื่อที่มาตั้งวงของเขาเอง กับมือ Keyboard และพักแต่งเพลงร่วมกับ Pat ชื่อว่า Lyle Mays โดยใช้ขื่อวงว่า Pat Metheny Group ปี 1980 Pat ก็ได้อัดอัลบัมที่สุดยอดคือ Brighter Size Life, Watercctors และ American และระหว่างปี 80 Pat และ May ก็เริ่มที่จะทำ เพลงประกอบภาพยนตร์ และก็ได้มาร่วมงานกับ Ornatle Coleman เพื่อทำ Album ชุด Sony X อัลบัมชุดนี้เป็นอีกหนึ่งงานที่ Pat เคยบอกว่าเป็นงานศิลปะสำหรับเขา Pat เริ่มที่จะทดลอง ใช้ Sound แปลกๆกับ Guitar เพื่อที่จะทำงานใหม่ๆออกมา Pat Metheny เรื่อที่จะกลายเป็นมือกีตาร Jazz ที่อยู่ในระดับหัวแถวของนักดนตรี Jazz และในขณะเดียวกันเขาก็ยังคง เคารพนักดนตรีที่อาวุโสกว่าเขาอีกด้วย Pat Metheny อาจเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะอีกคีนหนึ่งในทาางดนตรีก็ได้ ________________________________________ |
| ฟอร์ด (FORD) |
![]() |
BIOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ฟอร์ด (FORD) : สบชัย ไกรยูรเสน (SOBCHAI KRAIYOONSEN) เกิดเมื่อ : 21 สิงหาคม 2512 การศึกษา : คณะนิติศาสตร์, มหาวิทยาลัยรามคำแหง เครื่องดนตรีที่ถนัด : แซกโซโฟน |
| Diana Krall |
![]() |
BIOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Diana Krall เติบโตมาจาก บริติชโคลัมเบีย, มีพ่อเป็น นักดนตรี และเริ่มฝึกฝนทักษะต่างๆ ทางด้านเพลงแจ๊ส ตั้งแต่เด็ก เริ่มเปิดการแสดงในคลับที่บ้านเกิด ตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น เธอได้รับทุน Vancouver Jazz Fest scholarship สำหรับศึกษาต่ออีก 1 ปีครึ่งใน Berklee College of Music DISCOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 1. Live In Paris : 2002 2. The Look of Love : 2001 3. When I Look In Your Eyes : 1998 4. Love Scenes : 1997 5. All For You : 1995 6. Only Trust Your Heart : 1994 7. Stepping Out : 1993 ----------------------------------------------------------------------- |
| SALENA JONES |
![]() |
Salena Jones ถือเป็นยอดตำนานเพลง Jazz Latin และ Pop Music เธอมีผลงานที่ได้รับความนิยมทั้งจากนักวิจารณ์เพลง และผู้ฟังที่ไปมากกว่า 35 Album ตลอด 35 ปี ในวงการเพลง ได้ร่วมงานกับศิลปินทั้ง Pop และ Jazz ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็น King Curtis, Patti Page, Sarah Vaughan, Betty Carter, Tom Jones, BBC BingBand, Kenny Burrell, Antonio Caros ,Jobim Toots Thieleman เป็นต้น และแน่นอน Salena Jones เดินทางไปเปิดการแสดง Concert ทั่วโลก ทั้งในยุโรป, อเมริกา, เอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เธอเดินทางไปเปิดการแสดงถึง 56 ครั้ง -------------------------------------------------------------------- |
| Kenny G |
![]() |
BIOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - DISCOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 01. Breathless : Apr 2000 02. Classics in the key of G : Sep 2000 03. Faith : Dec 1999 04. The Moment : Jan 1999 05. Greatest hits : Oct 1998 06. Greatest hits : Dec 1997 07. Silhouette : Jul 1996 08. Duotones : Feb 1996 09. Miracles - The Holiday album : Oct 1995 10. Kenny G : Sep 1995 11. Gravity : Feb 1994 12. Montage : Apr 1990 13. G Force : May 1988 -------------------------------------------------------------------- |
| LAURA FYGI |
![]() |
BIOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - DISCOGRAPHY - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 2001: Change
2000 : The latin touch
1998 : Live
1996 : Watch what happens
1995 : Turn out the lamplight
1994 : The lady wants to know
1992 : Bewitched
1991 : Introducing
1991 : Pre Laura
-------------------------------------------------------------------- |